คนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกมักจะเตรียมสัมภาระไปมากมาย พวกเขากลัวการต้องอยู่ไกลบ้านและเกิดจำเป็นต้องใช้ของบางอย่าง แต่มีบทความเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ที่พูดถึงปัญหาของการแพ็กของมากเกินไป ในบทความมีคำแนะนำว่าไม่ต้องนำแชมพูและไดร์เป่าผม (ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่มี) ไปด้วย และอย่านำรองเท้าและหนังสือไปเผื่อเพราะเปลืองที่และหนัก ผู้เขียนหมายเหตุไว้ว่าเมื่อคุณลากสัมภาระหนักๆไปบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดในยุโรป คุณจะคิดว่าไม่น่านำของติดตัวมามากมายขนาดนี้เลย
ในแง่หนึ่ง นี่เป็นการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาดสำหรับคำแนะนำในการเดินทางที่อัครทูตเปาโลสอนไว้ว่า “เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น” (1 ทธ.6:7) ท่านเชื่อมโยงเรื่องนี้กับปัญหาของการมีสิ่งของมากจนเกินไป “คนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน” และท่านได้เตือนว่าสัมภาระส่วนเกินเป็น “บ่วงแร้ว” ที่นำไปสู่ “ความพินาศเสื่อมสูญไป” (ข้อ 9) ผู้ที่มีความเชื่อมีจุดหมายในการเดินทางที่แตกต่างออกไป โดยมีพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่าง “เพื่อความสะดวกสบายของเรา” (ข้อ 17)
วันนี้ เราอาจพึงระลึกไว้ว่าสิ่งที่เราสะสมในชีวิตนั้นไร้ความหมาย เรานำของนั้นติดตัวไปด้วยไม่ได้ เปาโลกล่าวว่าเมื่อเรา “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18) เราก็ได้ “วางรากฐาน...ไว้สำหรับตนเองในภายหน้า” และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการเดินทางที่ดีที่สุด เป็นเคล็ดลับสู่ “ชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (ข้อ 19)
ชาลส์ จูกิน เป็นกะลาสีเรือตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี เขามีหน้าที่เป็นคนทำขนมปังบนเรือหลายลำ ในปี ค.ศ.1912 เขาถูกจ้างให้ทำงานบนเรือสำราญที่แล่นออกจากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เรือไททานิคลำนั้นชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ขณะที่เรือจมลง จูกินได้ช่วยผู้คนขึ้นเรือชูชีพ ตัวเขาเองยืนอยู่บนท้ายเรือไททานิคในขณะที่มันจมลงในแนวดิ่ง เขารอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์
สามสิบปีต่อมาในสงครามโลกครั้งที่สอง ชาลส์อยู่บนเรืออีกลำชื่อ อาร์เอ็มเอส โอเรกอน ซึ่งถูกเรืออีกลำพุ่งชนและจมลงเช่นกัน จูกินรอดชีวิตมาได้อีกครั้ง
พระคัมภีร์บอกเราว่าเราทุกคนอยู่บนเรือที่กำลังจม เปาโลเขียนว่า “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) ท่านอ้างถึงชนชาติอิสราเอลที่มักกบฏโดยยกถ้อยคำของอิสยาห์ “ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม” (อสย.1:9) เปาโลพูดถึง “ผู้ที่เหลืออยู่” ของอิสราเอลซึ่งเป็นเหมือนเรือบรรทุกผู้รอดชีวิต ว่า “ชนหยิบมือเดียวที่เหลืออยู่เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอด” (รม.9:27 TNCV) พวกเขาจะรอดได้อย่างไร ก็โดยการตอบรับข่าวประเสริฐ (รม.10:16) คุณเห็นไหมว่าเราทุกคนเป็นเหมือนอิสราเอลที่จมอยู่ในความบาป ไม่มีใครในพวกเรารอดได้นอกจากจะยอมรับในข่าวประเสริฐ เรือชูชีพที่พระเจ้าทรงโยนให้เราทุกคนนั้นก็คือพระเยซู
พวกเราที่เชื่อในพระเยซูอาจจำเป็นต้องได้รับการเตือนถึงความจริงอันน่าทึ่งที่ว่าเราเป็นผู้รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า ผู้ใดที่ยังอยู่ในกระแสน้ำแห่งชีวิตอันปั่นป่วนก็ควรรีบปีนขึ้นเรือชูชีพเพื่อจะได้พบพระเยซู
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 คลีโอ แม็ควิคเกอร์ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ทำความสะอาดวอลเปเปอร์ สมัยก่อนบ้านส่วนใหญ่จะใช้ถ่านหินให้ความร้อน ผนังจึงเต็มไปด้วยเขม่า สิ่งประดิษฐ์ของคลีโอสามารถกลิ้งทับวอลเปเปอร์และเก็บคราบสกปรกได้ แม้ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่เป็นที่นิยม แต่หลายทศวรรษต่อมา ครูคนหนึ่งได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของคลีโอในชั้นเรียนของเธอเพื่อทำของประดับคริสต์มาส จากนั้นจึงเกิดบริษัทใหม่ชื่อเรนโบว์คราฟต์ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดวอลเปเปอร์ก็ถูกนำมาทำเป็นของเล่นเด็กที่เรียกว่าแป้งโดว์
พระเจ้าทรงมีวิธีใช้ผู้คนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่า เรายังจดจำเรื่องราวของโยเซฟและ “เสื้อหลากสี” ในพระคัมภีร์ได้ ในวัยหนุ่มท่านเป็นคนเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยและถูกพวกพี่ชายขายไปเป็นทาส แต่พระเจ้าทรงนำโยเซฟผ่านความยากลำบากมากมายและขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในหมู่ข้าราชการ ในที่สุด โยเซฟก็ถูก “เปลี่ยนวัตถุประสงค์” ให้กลายเป็น “ผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด” (ปฐก.45:26) กระนั้นการทรงเรียกของโยเซฟไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจแต่เกี่ยวกับพระคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเผื่อแผ่ให้กับพวกพี่ชายเมื่อได้ยกโทษให้พวกเขา (ข้อ 15)
ในแง่หนึ่ง เราทุกคนล้วนเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว” แต่โดย “พระคุณขององค์พระบุตร” คือพระเยซู เราจึงถูกใช้ในวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ขณะที่คุณดำเนินชีวิตในวันนี้ ขอให้คิดถึงวัตถุประสงค์ของชีวิตคุณที่สูงยิ่งกว่า และจดจำว่าต้องเผื่อแผ่พระคุณให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงทำเพื่อเรา
มอร์สเป็นลูกชายของผู้รับใช้ในนิกายโปรเตสแตนต์และเป็นจิตรกรภาพภูมิทัศน์ที่ยากไร้ ในช่วงทศวรรษ 1820 เขามีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการเป็นนักวาดภาพ เขาเป็น “จิตรกรพเนจร” ในพื้นที่อเมริกา แต่พระเจ้านำชีวิตเขาไปอีกเส้นทางหนึ่ง มอร์สสนใจด้านวิทยาศาสตร์ด้วย เขาเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือแม่เหล็กไฟฟ้า และเกิดเป็นความคิดที่จะเปลี่ยนโลก ในปีค.ศ. 1832 ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส คิดค้นเรื่องการส่งโทรเลขไฟฟ้าและต่อมาได้สร้างเครื่องส่งโทรเลขที่ใช้งานได้เป็นเครื่องแรก
เหตุการณ์ “การเปลี่ยนสายงาน” ที่น่าทึ่งที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นเรื่องของเซาโล ผู้ซึ่ง “ขู่คำรามกล่าวว่าจะฆ่า” ศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.9:1) พระเยซูทรงปรากฏแก่ท่านในแสงสว่าง (ข้อ 3) ตรัสว่าเซาโลกำลังข่มเหงพระองค์ และเซาโลถูกเรียกให้หยุดเพราะท่านได้รับคำสั่งใหม่แล้ว (ข้อ 6) เซาโลหันหลังกลับและรับตัวตนใหม่ในพระคริสต์ในฐานะอัครทูต ผู้ซึ่งในที่สุดแล้วจะประกาศข่าวประเสริฐในทุกแห่งหนที่ท่านไป
บางครั้งอนาคตที่เราคิดไว้ก็ไม่ได้เป็นตามนั้น พระเจ้าทรงนำเราไปในเส้นทางอื่น บางครั้งพระองค์ต้องการเรียกเราให้ออกจากความบาป หรือบางครั้งอาจเป็นการเปลี่ยนพันธกิจหรืออาชีพการงาน เมื่อพระเจ้าเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเรานั้น ให้เราหยุดสิ่งที่เรากำลังทำและเชื่อฟังคำสั่งใหม่ที่ได้รับ และในขณะที่เส้นทางใหม่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา เราก็จะรู้สึกชื่นชมยินดีเหมือนตอนที่ได้เห็นข้อความแรกในโทรเลขของมอร์สที่ส่งไปว่า “ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร!”
เวลานั้นเป็นปีค.ศ. 1863 เอ็ดวินยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟในเมืองเจอร์ซีย์ซิตี้ เขาเฝ้าดูชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกฝูงชนเบียดไปข้างตู้ขบวนรถไฟ จนตกลงไปตรงช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลาซึ่งอันตรายมาก เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนตัว เอ็ดวินเอื้อมมือลงไปดึงชายคนนั้นขึ้นมาในวินาทีสุดท้ายจนเขาปลอดภัย
ชายผู้ที่ได้รับการช่วยชีวิตคือโรเบิร์ต ท็อดด์ ลินคอล์นบุตรชายของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งต่อมาโรเบิร์ตได้เขียนถึงคนที่ช่วยชีวิตว่า “ผมรู้จักใบหน้าของเขาเป็นอย่างดี” เนื่องจากเอ็ดวิน บูธเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง อันที่จริงแล้ว เขาเป็นพี่ชายของนักแสดงอีกคนหนึ่งคือจอห์น วิลค์ส บูธ ผู้ที่ลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นในอีกสองปีต่อมา
ความแปลกทางประวัติศาสตร์นี้ทำให้เราเห็นความเป็นจริงอย่างหนึ่ง คือเราไม่ได้เลือกครอบครัวที่เราเกิดมา บางทีพี่น้องหรือพ่อแม่ของเราอาจเลือกทำสิ่งที่ผิด บางทีเราเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายทุกอย่าง แต่พระคัมภีร์บอกถึงแผนการในครอบครัวของพระเจ้าว่า “เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า” (รม.8:14) ในฐานะบุตรของพระองค์ “เราก็เป็นทายาท[ของพระองค์]” (ข้อ 17) เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราทั้งหลายเรียกพระองค์ว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15)
เราอาจต้องปล้ำสู้กับครอบครัวทางโลกที่บกพร่อง แต่ให้เราสบายใจได้เพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงมรดกทางจิตวิญญาณของเราแล้ว พระองค์ทรงรับเราเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราเรียกพระองค์ว่าพระบิดา
ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอได้รับแจ้งให้โทรหาคนในครอบครัวเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาอธิษฐานแบบที่เคร็กเรียกว่า “คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง”
เราอธิษฐานด้วยความสิ้นหวังในช่วงวิกฤติบ่อยแค่ไหน มารธากับมารีย์ทำเช่นนั้น พวกเธอส่งสารถึงพระเยซูด้วยความสิ้นหวัง บอกว่าลาซารัสน้องชายของพวกเธอ “ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” กำลังป่วยหนัก (ยน.11:3) ในที่สุดเมื่อพระคริสต์เสด็จมาถึงลาซารัสเสียชีวิตไปสี่วันแล้ว มารธาบอกพระเยซูด้วยความปวดร้าวว่า “ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) เธอรู้ว่าพระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยให้หายได้ แต่ไม่นึกว่าพระองค์จะมีอำนาจเหนือความตาย แน่นอนว่าพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นภาพที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
แครี่เสียชีวิตแล้วอย่างเป็นทางการ แต่พระเจ้าทรงทำให้เธอกลับมีชีวิตอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ จากเรื่องราวของทั้งแครี่และลาซารัส เป็นเรื่องง่ายที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่เราไม่อาจรู้ได้ พระองค์ไม่ได้รักษาทุกคนหรือทำให้คนตายทุกคนกลับมีชีวิต แต่พระองค์ให้คำยืนยันที่เกินความเข้าใจแก่เราว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ข้อ 25) ในฐานะผู้เชื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรารู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเยซู นั่นอาจจะช่วยให้คำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราสิ้นหวังน้อยลง
หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง
ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็นคนที่รับความเจ็บปวด และคุ้นเคยกับความเจ็บไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “เราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า ยุดมือขวาของเจ้าไว้” (41:13)
ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)
ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยยิงเป้า ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ใคร่ครวญช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ เขาเชื่อในพระเยซูและนับว่าเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวรรณกรรม พี่น้องคารามาซอฟ คือนวนิยายยิ่งใหญ่ของเขา ซึ่งสำรวจเรื่องของพระเจ้า ชีวิต และความตาย มีการพูดถึงดอสโตเยฟสกี้ว่า “เขาพูดถึงพระคริสต์ด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น” ปืนยาวถูกยกขึ้น “เตรียมพร้อม! …เล็ง...”
พระเยซูทรงกล่าวกับเหล่าสาวกและกับเราถึงคุณค่านิรันดร์ของชีวิต ขณะทรงบอกเป็นนัยถึงการประหารชีวิตพระองค์ เมื่อตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว” (ยน.12:23) ด้วยภาพของข้าวเมล็ดเดียว(ชีวิตของเรา)ที่เกิดผลมากมายจากการเสียสละตนเอง (ข้อ 24)นี้ พระองค์ทรงบอกเราว่าอย่ารักชีวิตนี้มากเกินไป เพราะผู้ใดที่เต็มใจสละชีวิตในโลกนี้ผู้นั้นจะพบกับ “ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 25)
การเป็นสาวกของพระองค์ต้องเสียสละ แต่เราพบความหวังในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” (ข้อ 26)
ฟีโอดอร์อยู่ต่อหน้าความตาย แต่พระราชสาส์นจากพระเจ้าซาร์ถูกส่งไปในนาทีสุดท้าย เขาได้รับการอภัยโทษ และประสบการณ์นี้จะแผ่ซ่านอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขาในเวลาต่อมา แท้จริงแล้วคำจารึกในหน้าแรกของนิยายเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ คือพระธรรมยอห์น 12:24 “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก”
งานวิจัยของชาวเดนมาร์กได้สำรวจพบเรื่องแปลกที่เราทุกคนเคยประสบมา นั่นคือการที่เรารู้สึกว่าตัวเราอายุน้อยกว่าความเป็นจริง การค้นพบนำเสนอความจริงที่ว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราทุกคนจะมองตัวเองอ่อนวัยกว่าความเป็นจริง 20 เปอร์เซ็นต์เสมอ คนที่อายุห้าสิบปีมักจะจินตนาการว่าตัวเองอายุสี่สิบปี (สิ่งนี้ถูกนำไปเขียนเป็นเรื่องชวนขัน ที่มีเด็กคิดว่า “ว้าว ตอนนี้ฉันห้าขวบ แต่กลับรู้สึกแข็งแรงและดูเหมือนเด็กสี่ขวบ!)
ไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อจะอธิบายเรื่องซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนกำลังแก่ตัวลง และในพระคัมภีร์ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จากสิ่งที่อิสยาห์พูดกับชนชาติอิสราเอลผู้แก่ชราและอ่อนล้า นักอรรถาธิบายพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระสัญญานี้ที่มีต่ออิสราเอล ชนชาติที่อ่อนแอและแก่ชรา สามารถนำมาใช้กับผู้ติดตามพระคริสต์ที่สูงวัยได้ทุกคน”
ผู้เผยพระวจนะได้เตือนเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีในตลอดชีวิตของทุกคนที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ “เราอุ้ม[เจ้า ]มาตั้งแต่กำเนิด ชู [เจ้า ]มาตั้งแต่ในครรภ์” (อสย.46:3)
ดังนั้นขณะที่เราหมกมุ่นและวิตกในเรื่องความแก่ชรานั้น เราก็ได้รับคำเตือนว่าพระเจ้ายังทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงสัญญาว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (ข้อ 4) ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร (หรือจะอ่อนวัยลง 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่คุณจินตนาการไว้!) ขอให้ยึดมั่นในวันนี้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)